โลกยุคใหม่ของพวกเราเต็มไปด้วยความเคร่งเครียดแล้วก็แรงกดดัน

‘การต่อสู้หรือหนี’ ถูกพรีเซนเทชั่นขึ้นในปี คริสต์ศักราช 1920 โดยนักสรีรวิทยาคนประเทศอเมริกา วอลเตอร์ แคนนอน เมื่อเขามองเห็นว่าร่างกายสามารถย้ายที่ตนเองเมื่อตกอยู่ในอันตรายได้ยังไง เดี๋ยวนี้ แนวคิดนี้ได้รับการขยายโดยนักจิตวิทยาเพื่อรวมคำตอบตั้งแต่นี้ต่อไป:

การต่อสู้: การโต้ตอบต่อการคุกคามที่รับทราบด้วยความนิสัยไม่ดี

การหนี: สนองตอบต่อภัยรุกรามที่รับทราบโดยวิ่งหนี

การหยุดนิ่ง : สนองตอบต่อภัยรุกรามที่รับทราบโดยไม่สามารถที่จะขยับเขยื้อน เงียบ ไหมสามารถจัดการกับมันได้

การไกล่เกลี่ย ประณีประณอม : สนองตอบต่อการคุกคามที่รับทราบโดยพากเพียรทำให้ผู้คนพึงพอใจเพื่อเลี่ยงความไม่ถูกกัน

ไม่ยากเลยที่จะระลึกถึงขณะที่คุณอาจเจอกับการโต้ตอบการต่อสู้/การหนี/การหยุดนิ่ง/การไกล่เกลี่ย ประณีประณอม บางเวลาในสถานที่ทำงาน (การเช็ดกขอให้กล่าวในที่ส่วนรวมหรือพบลูกค้าที่โกรธมาก) ในชีวิตส่วนตัวของคุณ (การเชิญชวนใครบางคนออกเดทหรือได้ยินข่าวที่น่าตกใจ) หรือเพียงแค่เดินไปตามถนนหนทาง (มีสุนัขเห่าใส่คุณหรือเจอหน้ากัน) คนขับขี่ที่กระด้าง) เหตุการณ์อะไรก็แล้วแต่พวกนี้สามารถกระตุ้นระบบประสาทซิมพาเทว่ากล่าวกของพวกเราให้เลือกการโต้ตอบด้วยแนวทางใดแนวทางหนึ่งข้างต้น

ไม่มีอะไรไม่ถูกกับการตอบกลับหรือการหนี ต่อเหตุการณ์ที่น่าขนลุก เมื่อถูกรุกรามอย่างฉับพลัน ร่างกายของคุณได้รับการออกแบบให้ไปสู่การกระทำ (หรือหยุดคุณในทางของคุณ) อย่างไรก็แล้วแต่ บางบุคคลอาจมีปัญหากับการโต้ตอบ ‘ต่อสู้หรือจะต้องต่อสู้’ บ่อยๆในชีวิตประจำวัน

โลกยุคใหม่ของพวกเราเต็มไปด้วยความเคร่งเครียดแล้วก็แรงกดดัน พวกเราก็เลยพบมากว่าตัวเองมีปฏิกิริยาสนองตอบต่อความตึงเครียดแบบทันควันต่อเหตุการณ์ที่ปลอดภัยหรือน่าสยองจริงๆแต่ ร่างกายของคุณอาจยังรับทราบอย่างนั้นคนที่มีความตึงเครียดเรื้อรังหรือตื่นตระหนกอาจมีอุปสรรคต่อการควบคุมระบบประสาทซิมพาเทติเตียนก ซึ่งแสดงว่าในบางครั้ง ร่างกายของพวกเขาบางทีอาจอยู่ในโหมด “ต่อสู้หรือหนี” อย่างสม่ำเสมอ นี่เป็นเหตุผลที่พวกเขาบางทีอาจสนองตอบต่อเหตุการณ์ในชีวิตประจำวัน (เป็นต้นว่า การสัมมนาเรื่องงานหรือการพูดคุยกับคู่ของพวกเขา) ด้วยความนิสัยเสีย พูดไม่ถูก หรือจำต้องออกมาจากเหตุการณ์อย่างเร็ว

สำหรับคนที่มีปฏิกิริยาต่อสู้หรือหลบซ่อนที่มากเกินความจำเป็น การต่อกรกับที่มาที่ไปของความตึงเครียดหรือความรู้สึกไม่สบายใจเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับเพื่อการเอาชนะปัญหานี้ พวกเขาควรจะขอความเห็นหมอหรือนักบำบัดรักษาเกี่ยวกับแนวทางขจัดปัญหานี้ แต่ เมื่อรู้สึกถูกกระตุ้น พวกเขายังสามารถเน้นไปที่การกระตุ้นระบบประสาทพาราซิมพาเทติเตียนกหรือระบบประสาทที่ทำให้ร่างกายบรรเทาหรือเย็นลง โดยการ หายใจเข้าลึกๆหรือยืดกล้ามเบาๆ

เมื่อคุณบริหารร่างกาย ระบบประสาทซิมพาเทตำหนิกจะตระเตรียมร่างกายให้พร้อมสำหรับในการบริหารร่างกายโดยเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจ การหายใจ และก็ความดันเลือด แม้กระทั้งการคิดเกี่ยวกับการบริหารร่างกายก็อาจส่งผลให้มีการสนองตอบต่ออัตราการเต้นของหัวใจ ระบบประสาทซิมพาเทตำหนิกของคุณ จะช่วยกระตุ้นให้เพิ่มปริมาณเดกซ์โทรสถูกปลดปล่อยออกมาจากตับเพื่อเพิ่มพลังงานให้กับคุณ อัตราการเต้นของหัวใจของคุณจะยังคงมากขึ้นตามการออกแรงของคุณในระหว่างการบริหารร่างกาย หลังจากนั้น ระบบประสาทพาราซิมพาเทติเตียนกของคุณจะเข้ามาแทนที่ โดยการลดระดับอัตราการเต้นของหัวใจให้กลับมาปกติภายหลังที่คุณบริหารร่างกายสำเร็จแล้ว

การทำงานมากเกินความจำเป็นในระบบประสาทซิมพาเทว่ากล่าวก อาจมีความเชื่อมโยงกับโรคเส้นเลือดหัวใจ ได้แก่ ภาวะความดันโลหิตสูงแล้วก็สภาวะหัวใจล้มเหลว อย่างไรก็แล้วแต่ มีการแสดงการบริหารร่างกายเพื่อลดระดับความดันเลือดสูงรวมทั้งผลพวงของลักษณะการทำงานของระบบประสาทซิมพาเทติเตียนก ที่มากจนกระทั่งเกินความจำเป็น

เพราะฉะนั้น ในเวลาที่การบริหารร่างกายบางทีอาจกระตุ้นระบบประสาทซิมพาเตทิก ของคุณในขณะนี้ แล้วก็ยังเกิดผลดีต่อร่างกายโดยรวมรวมทั้งสภาพการณ์สมดุลในระยะยาวอีกด้วย ทราบแบบนี้ มาบริหารร่างกายกันเถิด