พระราชบัญญัติป่าชุมชน: สิ่งที่ไม่น่าพึงพอใจและก็กลอุบายปรับปรุงแก้ไขสิ่งที่ผิดหัวใจ

“การใช้คุณประโยชน์จากป่าชุมชนของแต่ละครอบครัวก็ไม่เหมือนกัน บางครอบครัวมีที่ดินทำมาหากินก็มิได้หาเยอะแยะเพียงแค่ไปเก็บผักมากิน ผู้ที่ไม่มีที่ดินทำกินก็ไปเก็บผักเก็บเห็ดมาขายตามฤดูกาล ผู้ที่ฐานะดีหน่อยมิได้เข้าไปหาของป่าเองก็ซื้อจากพวกพ้อง แม้กระนั้นคนโดยมากในชุมชนจะต้องอาศัยป่าไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ได้แก่ เรื่องน้ำ ป่าที่เขารักษาไว้มันก็ให้น้ำเอามาทำน้ำประปาหมู่บ้าน ลงทุนทีเดียวต่อน้ำมาจากเทือกเขาแล้วมาเปิดใช้ เขาก็จ่ายค่าน้ำประปาน้อยกว่าผู้ที่อยู่ในเมือง เขารักษาป่า ได้ใช้น้ำทั้งปี”จากเรื่องชีวิต เมื่อทั้งโลกหันมามีความสนใจกับปัญหาโลกร้อน แล้วก็พื้นที่ป่าแปลงเป็นแหล่งดูดซึมคาร์บอนไดออกไซด์ที่สำคัญ สาครก็เริ่มเชื่อมโยงป่าชุมชนที่นี้กับการจัดการกับปัญหาโลกร้อนรวมทั้งการลดผล กระทบของความเคลื่อนไหวลักษณะของอากาศ

สาครเอ๋ยถึงอดีตกาล ปัจจุบันนี้และก็อนาคตของป่าชุมชนผืนนี้ว่า

“วันที่ผมเข้ามา เริ่มรู้จักหัวหน้าในชุมชน ยุคนั้นมีการคืนป่าสับปะรดให้หลวงพ่อ ป่านี้เล็กมากมาย แต่ว่าผมมองเห็นความรื่นเริงของคน มองเห็นความเชื่อถือหลวงพ่อ แล้วหลังจากนั้นพวกเราพยามมาสร้างกลไกให้คนพอใจการรักษาป่า คนเข้ามา มีส่วนร่วมมากมายกับประเด็นนี้ กระทั่งนำไปเชื่อมโยงกับเรื่องโลกร้อน หัวหน้าราษฎรมีส่วนชี้แจงให้มีความเห็นว่าป่านี้ทำให้ดินเปียกชื้นแล้วก็มีน้ำดูดซับออกมา หาน้ำง่ายดายยิ่งกว่าที่อื่นๆ น้ำบนดินจะไหลลงไป น้ำบาดาลก็จะซึมไป ถึงปัจจุบันนี้คิดว่าเขาเป็นเจ้าของแล้ว ราษฎรคิดกิจกรรมกันนำไปสู่ความมั่นคง ไม่ต้องให้พวกเราหรือองค์กรพัฒนาเอกชนพาทำ

การร่วมสนับสนุน พระราชบัญญัติป่าชุมชนเกิดเรื่องใหญ่เรื่องหนึ่งบนทางการทำงานด้านป่าชุมชนของสาคร เหมือนกันกับเพื่อนร่วมทางอีกหลายท่านที่มีความคิดเห็นว่าการบัญญัติกฎหมายนี้ได้เสร็จนับเป็นหมุดหมายสำคัญ แต่ว่ารายละเอียดแล้วก็ผลที่ได้ขึ้นจากการบังคับใช้ของ พระราชบัญญัติ ป่าชุมชน ยังไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาต้องการมองเห็น สาครการันตีว่าร่าง พระราชบัญญัติป่าชุมชนฉบับภาคพลเมืองเป็นร่างที่ตอบปัญหาสูงที่สุด แต่ว่าโชคร้ายที่วิธีการสำคัญต่างๆของร่างนี้ถูกปัดตกรวมทั้งหายไปในระหว่างแนวทางการตรึกตรองข้อบังคับในที่ประชุม

สาครยกตัวอย่างเรื่องนิยามของป่าชุมชนตาม พระราชบัญญัติป่าชุมชน ที่เขาสรุปให้เข้าใจง่ายๆว่าถ้าหากยึดโดยชอบด้วยกฎหมายฉบับนี้ ป่าชุมชนจะทำในพื้นที่ป่ารักษามิได้ โน่นซึ่งก็คือว่าป่าชุมชนราว 4,000 ที่ ที่อยู่ในเขตป่ารักษาในตอนนี้มิได้ถูกการันตีโดยชอบด้วยกฎหมาย แล้วยังมีป่าในพื้นที่ฯลฯที่ชุมชนดูแลแล้วก็ใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนมายาวนาน แม้กระนั้นเมื่อไม่เข้าตามนิยามของ พระราชบัญญัติป่าชุมชน ก็มิได้รับสถานะป่าชุมชน